เรื่อง   :    นพ.ภาสกิจ  วัณนาวิบูล

สามหลวงสหคลินิก

www.samluangclinic.com


วิธีการขับเหงื่อ(汗法)

 

เวลาอากาศเปลี่ยนแปลงจากร้อนเป็นเย็นหรือจากเย็นเป็นร้อน  บางครั้งเราอยู่ในอากาศร้อนและเปลี่ยนเข้าไปในห้องแอร์อากาศเย็น  บางครั้งเดินๆ อยู่กลางถนน อากาศอบอ้าวแล้วมีฝนตกปรอยๆ ทำให้เกิดอาการไข้หวัด ปวดเมื่อยตัว น้ำมูก จาม ครั่นเนื้อครั่นตัว ทางแผนปัจจุบันเรียกว่า การติดเชื้อทางเดินระบบหายใจส่วนต้น หรือไข้หวัด เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อเชื้อไวรัส




การดูแลรักษาคือ รักษาตามอาการไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ทำให้ร่างกายอบอุ่น ให้ร่างกายฟื้นตัว โรคก็หายเองได้  กรณีถ้าดูแลรักษาไม่ดี  อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียเข้าแทรก  การรักษาจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเข้าร่วม และให้ยารักษาอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น ไอ หลอดลมตีบ มีเสมหะ จาม การดำเนินของโรค

การขับเหงื่อ คืออะไร เมื่อไรจึงเหมาะสมจะใช้วิธีการนี้

  • การขับเหงื่อ (汗法) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การขับภายนอก (解表法) เป็นวิธีการขับสิ่งก่อโรคบริเวณผิวนอกของร่างกาย(ผิวหนังรวมถึงกล้ามเนื้อส่วนตื้น)                                                                                             
  • แพทย์แผนจีนมองว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจะผ่านการรับรู้ของผิวหนัง ซึ่งเชื่อมโยงกับอวัยวะภายในที่ควบคุมผิวหนัง คือ ปอด ดังนั้นผิวหนังจึงเป็นเสมือนด่านแรกที่สิ่งก่อโรคจากสภาพอากาศ (ความร้อน ลม ความเย็น ความชื้น ความแห้ง ไฟ) มากระทบโจมตีและสามารถบุกรุกเข้าสู่อวัยวะภายในได้
  • โรคที่อยู่ระดับผิวหนัง (รวมถึงใต้ผิวหนัง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน) จัดเป็นโรคที่อยู่ระดับตื้น (表证) โรคที่อยู่ระดับลึกลงไป จัดเป็นโรคภายใน (里证) โรคที่อยู่ระดับตื้นระดับผิวหนัง (ใต้ผิวหนัง) เหมาะที่จะใช้วิธีการขับเหงื่อเพื่อป้องกันไม่ให้โรคเข้าสู่ระดับลึก หรืออวัยวะภายใน
  • โรคที่อยู่ระดับผิวนอก มักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน อาการไม่ค่อยรุนแรง มีอาการ ไข้ กลัวลม กลัวหนาว ปวดศีรษะ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ ลักษณะลิ้นจะมีฝ้าขาวบางหรือเหลืองบาง ชีพจรลอย

 

แนวทางการขับเหงื่อ คืออะไร

เนื่องจากปัจจัยก่อโรค ๒ อย่างคือ ลมกับความเย็น หรือลมกับความร้อนมักเป็นสาเหตุ สำคัญที่กระทบร่างกาย แล้วทำให้เกิดอาการของโรคที่ระดับผิวตื้น ทำให้อาการแสดงออกของโรคแตกต่างกัน การใช้ยาสมุนไพรย่อมแตกต่างกันด้วย

สมุนไพรที่มีรสเผ็ด จะมีคุณสมบัติวิ่งเข้าเส้นลมปราณปอด มีฤทธิ์ในการขับกระจาย สิ่งก่อโรคที่ผิวหนังได้ แต่ยังต้องพิจารณาว่าสมุนไพรที่จะใช้เป็นฤทธิ์ร้อนหรือฤทธิ์เย็น

 ถ้าเป็นสิ่งก่อโรคที่มีลักษณะร้อน จะต้องใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น รสเผ็ด

ถ้าเป็นสิ่งก่อโรคที่มีลักษณะเย็น จะต้องใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน รสเผ็ด

ตำรับสมุนไพรที่กล่าวถึงมีหลายตำรับ เช่น กุ้ยจื่อทัง (桂枝汤), หมาหวงทัง (麻黄汤), เสี่ยวชิงหลงทัง (小青龙汤) ,ซางจวี๋หยิ่น (桑菊饮) ,หยินเชี่ยวส่วน (银翘散)

 



ทำไมบางคนเป็นหวัดต้องไปหาการรักษาแบบแพทย์จีน ใช้ยาแผนปัจจุบันไม่ง่ายกว่าหรือ?

คนที่แข็งแรงแล้วเป็นหวัดเฉียบพลัน การรักษาแบบแผนปัจจุบันแก้ตามอาการ และดูแลให้ภูมิต้านทานของร่างกายทำงาน ก็หายได้ หรือบางครั้งอาจใช้ยาปฏิชีวนะช่วยทำลายเชื้อโรคบ้าง ก็ไม่มีปัญหาอะไร

เนื่องจาก สภาพร่างกายพื้นฐานของผู้ป่วยแต่ละรายมีความแตกต่างกัน ทำให้บางรายต้องเป็นหวัด เป็นๆ หายๆ บางครั้งอาการไม่รุนแรงมาก แต่เป็นแบบเรื้อรัง

เวลาอากาศเปลี่ยนแปลง การตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งก่อโรคไม่เหมือนกัน อีกทั้งสิ่งก่อโรคที่มากระทบก็ต่างกัน รายละเอียดของการแสดงออกของโรคก็ต่างกันไป ถ้าลำพังการรักษาตามอาการตามแนวคิดแผนปัจจุบัน โดยไม่เข้าในสภาวะของสิ่งก่อโรค และสภาพรูปธรรมของร่างกายผู้ป่วย จะทำให้เป็นปัญหาเรื้อรังระยะยาว เช่น

ถ้าสภาพผู้ป่วยพื้นฐานเป็นคนอ่อนแอ เหนื่อยง่าย ไม่มีพลัง (พลังปอดอ่อนแอ) เหงื่ออกง่าย เป็นภูมิแพ้เรื้อรังเมื่อกระทบการเปลี่ยนแปลงของอากาศ และให้ยาแก้อาการ ลดไข้แก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ทำให้เหงื่อออกมากขึ้น ร่างกายมีเหงื่อออกมากอยู่แล้ว จะยิ่งอ่อนแอมากขึ้น เพราะเหงื่อออกมาก แสดงว่า รูขุมขนเปิด พลังเว่ยชี่ (卫气พลังปกป้องผิวเกี่ยวข้องกับพลังปอดอ่อนแอ) ยิ่งขับเหงื่อ รูขุมขนยิ่งเปิดมากขึ้น เป็นจุดอ่อนให้ลมเย็นหรือลมร้อน (ปัจจัยก่อโรค) เข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น

กรณีที่ต้องให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย จะยิ่งทำให้พลังกระเพาะอาหาร ม้ามอ่อนแอ ส่งผลต่อพลังปอดอ่อนแอลงไปอีก ซึ่งแน่นอน จะเป็นผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

การขับเหงื่อ ในทางคลินิก แพทย์จีนต้องวิเคราะห์สภาพของร่างกาย(สภาพพื้นฐานสมดุลของร่างกาย)และภาวะของโรคในแต่ละระยะร่วมด้วยเสมอ การรักษาใช้หลักการเสริมพลังพื้นฐานของร่างกาย -ขับพลังสิ่งก่อโรค  (扶正祛邪) ควบคู่กันไป

 



สาเหตุที่คนเป็นโรคหวัดหรือกระทบลมเย็น-ลมร้อนจากภายนอกได้ง่าย

  • คนสูงอายุ กับเด็กเล็ก มีภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ กล่าวคือ เด็กเล็กระบบการปรับสมดุลของร่างกายยังไม่แข็งแรงเต็มที่จะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ส่วนในคนสูงอายุเป็นวัยเสื่อมถอย  สภาพการปรับตัวของร่างกายอ่อนแอ เมื่อกระทบกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่รวดเร็วหรือรุนแรงจะปรับตัวไม่ได้
  • สำหรับบุคลทั่วไปที่ร่างกายพื้นฐานไม่อ่อนแอมาก มักเกิดจากการไม่ใส่ใจหรือความไม่เข้าใจ รวมถึงการดำเนินชีวิตที่ไม่ถูกต้อง

เช้า อยู่ในห้องแอร์ ห้างสรรพสินค้า ห้องประชุม ที่มีความเย็นมาก ในขณะที่การสวมใส่เสื้อผ้าไม่หนาพอ ในช่วงแรกของการถูกความเย็น (มักมีลมร่วมด้วย) จะรู้สึกสบาย เวลาผ่านไป ๓-๔ ชั่วโมง รูขุมขนจะถูกปิดจากความเย็นที่กระทบ ทำให้การระบายความร้อนของร่างกายถูกปิดกั้นอยู่ภายใน เกิดอาการแน่นจมูก ไอ ครั่นเนื้อครั่นตัว (เนื่องจากพลังปอดไม่สามารถกระจายพลังออกไปได้)

  • คนที่แต่งกายในชุดเสื้อผ้าที่บาง เปลือยแขน ขา ทำให้มีโอกาสสัมผัสกับลมเย็นจากภายนอกได้ง่าย เกิดอาการคัดจมูก ไอ
  • คนที่ดื่มน้ำเย็น น้ำแข็งเป็นประจำ จะทำให้พลังกระเพาะอาหาร ม้าม อ่อนแอ ส่งผลต่อพลังปอดในการขับระบบสิ่งก่อโรค ออกจากร่างกาย
  • การนอนในห้องแอร์ การนอนตากลมตลอดทั้งคืน ๖-๘ ชั่วโมง โดยที่ร่างกายไม่สวมใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่นพอ บางคนนอนแล้ว ถีบผ้าห่มออก ทำให้ถูกความเย็นตลอดคืนโดยไม่รู้ตัว
  • คนที่อยู่ที่ร้อน เหงื่อออก แล้วเข้าห้องแอร์ที่เย็นทำให้เหงื่อหยุดทันที ความร้อนไม่สามารถระบายออกมาได้เกิดความร้อนภายในสะสม ทำให้เกิดอาการหวัดได้เช่นกัน

ในฤดูร้อนจึงต้องระมัดระวังการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายที่รวดเร็ว (จากอากาศภายนอกที่ร้อน เข้าในห้องทำงานที่เย็นจัด)

 

แนวทางการป้องกันกรณีกระทบลมเย็นจากภายนอก

เมื่อโดนความเย็น (ลมเย็น) กระทบ จำเป็นจะต้องขับเหงื่อ หรือใช้ความร้อนขับที่ระดับผิวตื้นโดยเร็ว

วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การใช้น้ำอุ่น อาบน้ำเพื่อใช้ความร้อนขับความเย็น (โดยเฉพาะบริเวณแผ่นหลัง) ประมาณ ๑๐ นาที ทำให้รูขุมขนเปิด เปิดช่องทางระบายความร้อนที่ปิดกั้นอยู่ภายใน เพิ่มสมรรถภาพการทำงานของปอดในการขับระบายสิ่งก่อโรค

หรือใช้ชงน้ำขิง (ขิงสด) ใส่น้ำตาลทรายแดงดื่ม แล้วนอนห่มผ้าให้เหงื่อออก (ขิงสดช่วยการขับเหงื่อ ขับลมเย็น น้ำตาลทรายแดงเสริมพลังร้อนในการขับเคลื่อนพลัง)

คนที่ร่างกายอ่อนแอมาก อย่าใช้การขับเหงื่อโดยการใช้น้ำร้อน หรือยาขับเหงื่ออย่างตรงไปตรงมา เพราะจะมีผลต่อการสูญเสียพลังของร่างกายตามมา จำเป็นต้องพิจารณาการบำรุงควบคู่ไปด้วย

ในขณะเดียวกัน ยาขับเหงื่อเป็นยาฤทธิ์ค่อนไปทางร้อน การขับเหงื่อจะทำให้ร่างกายเสียน้ำ ขาดสารน้ำ

จึงต้องพิจารณาการใช้ยาเสริมสารน้ำควบคู่ไปด้วย

ยาขับเหงื่อนอกจากการรักษาโรคจากการกระทบการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย (ภายนอกแล้ว) ยังใช้ในการรักษาด้านใดบ้าง

  • โรคผิวหนังต่างๆ เช่น แผลอักเสบ ดีซ่าน บวมน้ำ โรคปวดข้อ ตกขาว หอบหืด ปัสสาวะบ่อย ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคภายใน
  • โรคผิวหนังกับโรคทางเดินหายใจ เกี่ยวข้องกับระบบปอด การขับเหงื่อ เป็นการกระจายการทำงานของพลังปอด มีส่วนเสริมการรักษา
  • ดีซ่าน ปัสสาวะบ่อย บวมน้ำ เกี่ยวข้องกับการควบคุมน้ำ การขับน้ำ เกี่ยวข้องกับการทำงานของปอดในการควบคุมกระจายน้ำ

 

ความแตกต่างระหว่างการกระทบลมเย็นและลมร้อน

เมื่อร่างกายกระทบการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ทำให้เกิดอาการไม่สบาย(ไม่ว่าจากลมร้อนหรือลมเย็น)  มีกลไกการเกิดโรคเดียวกัน คือสิ่งก่อโรค ปิดกั้นหรือตกค้างอยู่ตำแหน่งระดับผิวหนังและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันใต้ผิวหนัง (肌表) ทำให้เกิดอาการที่คล้ายกันบางส่วนคือ มีไข้ กลัวหนาว ปวดศีรษะ ชีพจรลอย

สิ่งที่ต่างกันคือ

กระทบลมร้อน - ลักษณะมีไข้ตัวร้อน จะเด่นกว่ากลัวลม กลัวหนาว คอแห้งเล็กน้อย ปลายลิ้นขอบลิ้นแดง ชีพจรลอย และเร็ว

กระทบลมเย็น – ลักษณะกลัวลม อาการกลัวหนาว จะเด่นกว่ามีไข้ แต่คอไม่แห้ง ลิ้นซีด ชีพจรลอยและแน่น

ตัวอย่างตำรับยาขับเหงื่อ

๑. ตำรับยาขับลมเย็น (风寒表证方剂)

    - หมาหวงทัง (麻黄汤) ใช้ขับลมเย็น กรรีที่ผู้ป่วยไม่มีเหงื่อ (ร่างกายแข็งแรง)

    - กุ้ยจื่อทัง (桂枝汤) ใช้ขับลมเย็นกรณีที่ผู้ป่วยมีเหงื่ออกมาก เนื่องจากพลังปกป้องผิว (卫气) อ่อนแอ

๒. ตำรับยาขับลมร้อน (风热表证方剂)

    - หยินเชี่ยวส่าน (银翘散)

๓. ตำรับยาขับลมชื้น (风湿表证方剂)

เป็นภาวะที่มีความชื้นกระทบร่างกาย มักมีอาการหนัก เมื่อยตัว แน่นในอก ไม่สบายในท้อง เบื่ออาหารร่วมด้วย จัดเป็นกลุ่มอาการที่มีทำอาการภายนอกและภายในร่วมกัน

    - เชียงหัวเซิ่งสือทัง (羌活胜湿汤)

มีตัวยาที่มีฤทธิ์ขับเหงื่อและขับชื้นร่วมด้วย เช่น เชียงหัว (羌活) ตู๋หัว (独活)

 

สรุป

ยาขับเหงื่อ เน้นการขับปัจจัยก่อโรคที่มากระทบจากภายนอกระบบผิวตื้น (ระบบผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง) เป็นหลัก  ใช้รักษาโรคทางเดินหายใจส่วนต้นในระยะแรก รวมถึงโรคผิวหนัง อาการบวม หอบหืด ฯลฯ  โดยกลไกการออกฤทธิ์อยู่ที่การกระจายพลังปอดให้ทำงานดีขึ้น สามารถขับสิ่งก่อโรคที่ตกค้างที่ผิวหนังหรือทำให้กลไกการควบคุมและส่งน้ำของปอดดีขึ้น

การใช้ยาขับเหงื่อ ยังต้องวิเคราะห์ลักษณะสิ่งก่อโรคของสภาพร่างกายของผู้ป่วยในแต่ละระยะด้วย เพราะต้องเลือกใช้ยาฤทธิ์ร้อนหรือฤทธิ์เย็น ยังต้องคำนึงถึงการเสริมบำรุงร่างกายตามความเหมาะสมควบคู่ไปด้วย เพราะยาขับเหงื่อทำให้ร่างกายเกิดความแห้ง ทำให้เสียพลัง ทำให้สูญเสียสารน้ำและยิน(เกิดการพร่องของของเหลวและยิน)  สำหรับการขับลมร้อนต้องพิจารณาการขับพิษร้อนควบคู่ไปด้วยเช่นกัน

กรณีที่โรคลุกลามเข้าสู่ภายในร่างกายในระดับลึก ไม่ควรใช้การขับเหงื่อเป็นด้านหลักในการรักษาผู้ป่วย เพราะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ จะทำให้โรครุนแรงขึ้นมา

วิธีการขับเหงื่อจึงมีบทบาทในการรักษาโรคที่ต้องพิจารณาวิธีการอื่นร่วมด้วยอย่างเหมาะสม จึงจะบรรลุจุดมุ่งหมายใยการขับสิ่งก่อโรคอย่างแท้จริง